น่าห่วง! ครึ่งปีแรก 69 ทุนปิดกิจการพุ่ง 3 เท่า เกือบแสนล้านบาท
น่าห่วง! ครึ่งปีแรก 69 ทุนปิดกิจการพุ่ง 3 เท่า เกือบแสนล้านบาท เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะไหวไหม? สัญญาณชัดไทยเปราะบางกว่าที่คิด
"ปิดกิจการพุ่งเร็วกว่าเปิด ทุนเลิกเพิ่ม 3 เท่า" สัญญาณอันตรายที่ธุรกิจไทยกำลังส่งถึงเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2569
ตัวเลขเศรษฐกิจบางครั้งไม่ได้ส่งสัญญาณผ่าน GDP หรือดัชนีหุ้น แต่สะท้อนผ่าน "จำนวนบริษัทที่หายไปจากระบบ" ครึ่งปีแรกของปี 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีรายงานประเทศไทยมีธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ธุรกิจเปิดใหม่ยังเพิ่มขึ้นเพียง 2.13% ความต่างของอัตราการเติบโตนี้กำลังส่งสัญญาณว่า ธุรกิจที่ล้มกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความเชื่อมั่นในการลงทุน
แต่ตัวเลขที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ทุนจดทะเบียนของกิจการที่เลิกกิจการพุ่งจาก 30,544 ล้านบาทในครึ่งปีแรก 2568 เป็น 98,857 ล้านบาทในปี 2569 เพิ่มขึ้นกว่า 224% หรือมากกว่า 3 เท่า นั่นหมายความว่า รอบนี้ไม่ใช่แค่ร้านค้าเล็ก ๆ ที่ทยอยปิดตัว แต่เริ่มเห็นบริษัทที่มีเงินลงทุนสูงและมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจทยอยออกจากตลาดมากขึ้น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "ทำไมธุรกิจปิดตัวมากขึ้น" แต่คือ เศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณอะไรผ่านตัวเลขเหล่านี้
ปี 2569 ต่างจากปี 2568 อย่างไร?
หากย้อนดูข้อมูลในช่วงเดียวกันของปี 2568 การเลิกกิจการยังเพิ่มขึ้นในระดับที่สอดคล้องกับวัฏจักรธุรกิจ แต่ปี 2569 ภาพเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
การเลิกกิจการเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าเดิม ขณะที่เงินลงทุนใหม่กลับมีความระมัดระวังมากขึ้น แม้จะมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ถึง 44,773 ราย แต่ทุนจดทะเบียนรวมของธุรกิจที่เปิดใหม่กลับลดลง 25.44%
ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนว่า ผู้ประกอบการยังอยากทำธุรกิจ แต่ไม่กล้าลงทุนก้อนใหญ่ เพราะไม่มั่นใจว่ากำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าจะรองรับการเติบโตได้มากเพียงใด
นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างปี 2568 กับปี 2569 เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่จำนวนบริษัท แต่คือ "ความเชื่อมั่น" ของภาคธุรกิจ
ทำไม 3 ธุรกิจหลักถึงได้รับผลกระทบหนัก?
ธุรกิจที่เลิกกิจการมากที่สุดยังคงเป็น ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และภัตตาคาร/ร้านอาหาร ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ
ภาคก่อสร้างยังเผชิญต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่การลงทุนบางส่วนชะลอตัว ทำให้ผู้ประกอบการรับงานใหม่ได้ยากขึ้น
ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่สูง การปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด และกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้ยอดขายชะลอและสภาพคล่องของหลายบริษัทตึงตัว
ส่วนร้านอาหาร แม้การท่องเที่ยวจะทยอยฟื้น แต่ผู้บริโภคในประเทศยังระมัดระวังการใช้จ่าย ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยรับภาระต่อไม่ไหว
ทั้งสามกลุ่มนี้ถือเป็น "ธุรกิจฐานราก" ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานจำนวนมาก ดังนั้น หากการปิดกิจการยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ผลกระทบย่อมไม่ได้หยุดอยู่แค่เจ้าของกิจการ แต่จะลามไปยังแรงงาน ซัพพลายเออร์ และกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ
สัญญาณเตือนเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2569
ตัวเลขการเลิกกิจการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่วิกฤต แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ จะเห็นภาพของ "ความเปราะบาง" หลายด้าน
ประการแรก คือ ความเชื่อมั่นในการลงทุนลดลง เห็นได้จากทุนจดทะเบียนของธุรกิจใหม่ที่หดตัว แม้จำนวนบริษัทเปิดใหม่ยังเพิ่มขึ้น
ประการที่สอง คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่เริ่มได้รับผลกระทบมากขึ้น สะท้อนผ่านทุนจดทะเบียนของกิจการที่เลิกกิจการซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า
ประการที่สาม คือ แรงกดดันด้านสภาพคล่องยังไม่คลี่คลาย ทั้งจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ภาระดอกเบี้ย และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังเข้มงวด
หากสถานการณ์เหล่านี้ยืดเยื้อ ครึ่งปีหลังของปี 2569 อาจเห็นการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน การจ้างงาน และการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน ซึ่งล้วนเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย
ผู้ประกอบการควรรับมืออย่างไร?
ในภาวะที่ความไม่แน่นอนยังสูง สิ่งสำคัญไม่ใช่การเร่งขยายธุรกิจ แต่คือการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจอยู่รอด
ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสด ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอสำหรับรับมือความผันผวน
การกระจายฐานลูกค้าและช่องทางรายได้ รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเพียงด้านเดียว
ขณะเดียวกัน การติดตามต้นทุนทางการเงินและปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสม จะช่วยลดแรงกดดันในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ตัวเลขการเลิกกิจการครึ่งปีแรก 2569 อาจยังไม่ใช่สัญญาณของวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็น สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
เมื่อการเลิกกิจการเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเปิดใหม่ และมูลค่าทุนของบริษัทที่ปิดตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า สิ่งที่กำลังถูกทดสอบไม่ใช่แค่ความสามารถของผู้ประกอบการแต่ละราย หากเป็นความแข็งแรงของระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม
ครึ่งปีหลังของปี 2569 จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุน และเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ เพราะหากปล่อยให้การปิดกิจการเร่งตัวต่อเนื่อง ผลกระทบอาจขยายวงจากภาคธุรกิจไปสู่การจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะถัดไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB